Daud

Thursday, April 27, 2006

ยิวผู้หลงทาง

ในขณะที่ผู้นำสหรัฐได้เรียกร้องให้ประเทศแถบอาหรับ ยุติการประณามและกล่าวร้ายต่อชาวยิวที่ออก ตามสื่อต่างๆ ของชาติอาหรับ ตามที่ทางสถานีโทรทัศน์บลุมเบอร์ก์ ได้ออกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้. สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พฤติกรรมลำเอียงของผู้นำสหรัฐ ที่ได้ชี้ออกมาให้ประชาคมโลกได้เห็น
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สื่อมวลชนของยิว ก็ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมาโดยตลอดในการกล่าวหาชาติ อาหรับ เช่นคำว่า Arabushim ซึ่งเป็นภาษาฮิบรู เป็นถ้อยคำที่หยาบคาย และมีความหมายเชิงดูถูก เหยียดหยาม. ตามรายงานของหนังสือพิมพ์อังกฤษ ถ้อยคำอย่างนั้นได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง


ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ของอิสราเอล ตามที่ได้สัมภาษณ์นายทหารยิว ที่เคยเป็นพลยิงปืนใหญ่ ยิงไปยังสำนักงานขององค์การสหประชาชาติ ที่เมืองกอนา ประเทศเลาบานอนเมื่อวันที่ 18 เมษายน1996. โดยในครั้งนั้น มีชาวอาหรับ 109 คน เสียชีวิตโดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 55 คน

ภายหลังอิสราเอลได้ออกมาแถลงว่าเป็นความผิดพลาด แต่จากการสืบสวนขององค์การสหประชาชาติ ก็ได้ออกมายืนยันภายหลังว่าไม่ไช่ความผิดพลาดหากแต่เป็นเจตนาของอิสราเอล

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้มีสุภาพสตรีชาวยิวคนหนึ่ง ซึ่งมีสัญชาติอเมริกาที่ชื่อ อีวา สเติร์น สตรีคนนี้ได้รับการ สนับสนุนจากนายโนอัม โชมสกี้ นักปราชญาและนักวิเคราะห์การเมืองชาวสหรัฐซึ่งก็เป็นคน ยิวเช่นเดียวกัน

นางเสติร์น ได้นำรูปภาพของทหารยิวที่ยืนอยู่หน้ารถถังของตนเองแถบพรหมแดนเลบานอน นางกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของนางที่จะต้องบอกเล่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางกล่าวว่า ถ้าประชาชนชาวเยอรมัน ตกเป็นจำเลยทางสังคมในฐานะที่เงียบเฉยต่อการสังหารหมู่ชาวยิวเมื่อคราวที่นาซี ครองประเทศ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าอย่างนั้นวันนี้ประชาชนชาวยิวก็มีความ ผิดอีกเช่นเดียวกัน ที่นิ่งเฉยต่อพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้นที่เมืองกอนา

รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์อังกฤษที่กล่าวถึงกรณีดังกล่าวได้เขียนปิดท้ายว่า "เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของนางอีวา สเตร์น สื่อมวลชนสหรัฐทำไมถึงเงียบเฉย"

รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์อเมริกาเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ได้ฉายให้เห็นถึงภาพของชาวยิวจากเมืองต่างๆ เตรียมพร้อมเข้ามายังกรุงวอชิงตันเพื่อมาร่วมเดินขบวนสนับสนุนการดำเนินการของนายเอเรียน ชารอน ที่สั่งกองทัพเข้าถล่มปาเสไตน์จากภาพเราก็ได้เห็นว่าเหล่าวัยรุ่นชาวยิวในใบหน้าที่ยิ้มแย้มเดินชูธงอิสราเอล เพื่อสนับสนุน ปฎิบัติการของนายเอเรียน ชารอน

ถามว่า ในฐานะของชาวยิวเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือที่ทหารของตนเองไล่ต้อนประชาชน ประมาณ 4,000 คน ที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ แล้วไล่กราดยิงอย่างไม่เลือกหน้า ?

แน่นอนชาวยิวไม่ได้คิดอย่างนั้นทั้งหมด อย่างเช่นนายมิเชล โวล์ค ชาวยิวอเมริกา ที่เข้ารับอิสลาม และ ภายหลังก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับฟัรฎูฮัจย์ (The Hadj)


ก่อนหน้านั้น ท่านผู้นี้ได้เล่าเกี่ยวกับที่ตนเองได้ไปละหมาดในมัสยิดแห่งหนึ่งที่ประเทศมอรอคโค มีอยู่ตอนหนึ่งว่า "ธงสีเขียวที่โบกสะบัดเหนือยอดโดมมัสยิด เพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกให้คนหูหนวกได้รู้ว่า บัดนี้ถึงเวลาละหมาดแล้ว... ผมต้องการความสงบ และบัดนี้ ผมได้เข้าถึงความสงบและดื่มด่ำกับความรักอันไร้ขีดจำกัดที่แสวงหาแล้วภายใต้อาคารนี้ พร้อมๆ กับผู้คนที่ผมไม่รู้จักหน้าค้าตามาก่อน

นายโวลค์ ได้เขียนถึงประสบการณ์ของนายมัลคอมม์ เอกซ์ ผู้นำชนผิวดำชาวอเมริกาที่ได้เดินทางไป ทำฮัจย์ ในปี 1964 ว่า "ตลอดระยะเวลา 11 วัน ที่ผมอยู่ในแผ่นดินอิสลาม ผมรับประทานอาหารในจาน เดียวกัน, ดื่มน้ำในแก้วเดียวกัน,นอนบนเสื่อผืนเดียวกัน พร้อมกับประกอบพิธีกรรมต่อพระเจ้าองค์เดียว กัน...เป็นความรู้สึกเดียวกัน (แม้จะต่างที่มา ต่างในภูมิหลัง) ที่ยากจะลืมเลือน..."

โวลค์ ได้พบกับนายฟูอาด ชาวปาเลสไตน์ ทั้งคู่ได้พูดคุยกัน ดังเนื้อหาบางตอนต่อไปนี้

โวลค์ : อิสลามกับ PLO เป็นอย่างไร อะไรคือบทบาทของศาสนาต่อการเคลื่อนใหวของชาว ปาเลสไตน์ ฟูอาด : PLO ไม่ไช่มัสยิด แต่ PLO เป็นจิตวิญญาณของชาวปาเลสไตน์ ศาสนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เรื่องของเรื่องก็คือว่า PLO เป็นเลือดเนื้อและแผ่นดินของชาวปาเลสไตน์ ในฐานะผู้ถูกกดขี่

มีชาวยิวอีกคนหนึ่งทีเข้ารับอิสลาม ดั่งเดิมเป็นชาวออสเตรีย ลุงของคนผู้เป็นผู้สอนศาสนายิว ชาวยิวคนนั้นหลังจากเข้ารับอิสลามก็ใช้ชื่อว่า มูฮำหมัด อาซาด และเขียนหนังสือชื่อ My discovery of Islam

เขาเข้ารับอิสลามในปี 1926 และเข้าไปใช้ชีวิตในประเทศสาอุดี อารเบีย เป็นเวลา 6 ปี และสามารถ เข้าพบกับกษัตริย์มาลิกอัลไฟศอล ได้ และภายหลังก็ได้ไปพบกับซัยค์ มูฮำหมัด อิกบาล นักกวีคน สำคัญของโลกอิสลาม ที่ประเทศอินเดีย นายมูฮำหมัด อาซาด ก็ได้เขียนจดหมายถึงพ่อของเขาเกี่ยว กับการที่เขาเข้ารับอิสลาม แต่พ่อของเขาก็ไม่ได้ตอบกลับมาเลย แม้ว่าเขาจะเขียนส่งไปซ้ำอีก

นายมูฮำหมัด อาซาด ได้กล่าวว่า ความคิดของชาวตะวันตกคิดแต่เรื่องที่จะใส่ไคล้และดูถูกดูแคลนศาสนา อิสลาม ท่านได้ยกคำพูดของนาย เฟาซ อุรบัน ในปี 1095 เพื่อปลุกระดมชาวคริสเตียนเพื่อเข้ามารุกราน "ประชาชาติผู้เลวร้าย" ผู้เข้ามาเหยียบบัยตุลมักดิส.

และชื่อของศาสนามูฮำหมัด ซอล ฯ ผู้ซึ่งเป็นศาสดาที่สอนให้เคารพและนับถือศาสดาองค์อื่น ๆ ด้วย ถูกเปลี่ยนชื่อ เป็น "Mahoud" และชื่อนี้นี่แหละที่ภายหลังนายซัลมาน รุสดี ได้นำมาเขียนลงในนิยาย เรื่อง ซาตานิค เวอร์เซซ.

นายมูฮำหมัด อาซาด ได้เขียนถึงความรักของท่านต่อเมืองมาดีนะห์ "ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย ที่เมือง ๆ หนึ่ง ถูกบ่มเพาะด้วยความรู้สึกแห่งรักและความผูกพันที่รัดรึงแน่นหนาต่อบุรุษ ผู้ซึ่งได้จากไปแล้วนับพันปี..."

จากเรื่องของนายมูฮำหมัด อาซาด ก็มาถึงเรื่องการไปเยี่ยมที่เมืองบูคอรอ และเมืองทัซเคนท์ ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของลัทธิคอมมิวนิสต์ "ตำรวจลับยืนจดบันทึกรายชื่อทุกคนที่เข้าไปในมัสยิด ในขณะที่อัลกุรอานจำนวนมากได้ถูกนำไปทำลาย และกลุ่มวัยรุ่นเบซอซนิกิ (ไม่เชื่อในพระเจ้า) ได้นำหัวหมูโยนทิ้งไปในมัสยิด"
แต่ก็อย่างที่เรารับทราบกันว่าคอมมิวนิสต์ล้มสลายลงหลังจากมีอำนาจปกครองแผ่นดินนี้เพียง 74 ปี

ในขณะที่ศาสนาอิสลามกำลังถูกย่ำยีการเคลื่อนไหวต่างๆ ถูกจับตามอง แต่มีรายงานชิ้นหนึ่งอ้างว่า ใน อเมริกามีสถานีโทรทัศน์ จำนวน 35 สถานีที่ครอบครองโดยองค์กรต่างๆ ของชาวคริสเตียน

นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์คนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า บิลลี่ กราแฮม ได้กล่าวว่า " ในการบรรยายพิเศษแต่ละครั้ง ก็จะถูกถ่ายทอดกระจายไปถึง 300 สถานี ทั่วสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ ด้วยช่องทางการสื่อสารทางนี้ทางเดียวผมสามารถเผยแพร่ศาสนาต่อมนุษย์นับล้านคน มากยิ่งกว่าการเผยแพร่ของเจซัซ ไครซ์ ตลอดชั่วอายุ"

นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์อีกคนหนึ่งที่ชื่อ จิมมี่ สแวกการ์ท ซึ่งมีความชำนาญในการเล่นเปียโนและร้อง เพลงในการบรรยายผ่านสถานีโทรทัศน์ครั้งหนึ่งมีผู้ถามว่า ทำไมชาวยิวจึงดูถูกอิสลาม

สแวกการ์ท ได้ตอบว่า "จริงๆ แล้วชาวยิวไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้นเลย. แต่แล้วในช่วงท้ายของการบรรยายของเขากลับจบลงไปว่า โบสถ์ของชาวยิวถูกทำลายลงในสมัยกีตาบเตารัตและอินญีล นั้นก็ เพราะว่า "ชาวยิวนั้นคือผู้หลงทาง"

(บันทึกจากแฟ้ม)

0 Comments:

Post a Comment

<< Home