Daud

Thursday, April 27, 2006

ยิวผู้หลงทาง

ในขณะที่ผู้นำสหรัฐได้เรียกร้องให้ประเทศแถบอาหรับ ยุติการประณามและกล่าวร้ายต่อชาวยิวที่ออก ตามสื่อต่างๆ ของชาติอาหรับ ตามที่ทางสถานีโทรทัศน์บลุมเบอร์ก์ ได้ออกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้. สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พฤติกรรมลำเอียงของผู้นำสหรัฐ ที่ได้ชี้ออกมาให้ประชาคมโลกได้เห็น
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สื่อมวลชนของยิว ก็ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมาโดยตลอดในการกล่าวหาชาติ อาหรับ เช่นคำว่า Arabushim ซึ่งเป็นภาษาฮิบรู เป็นถ้อยคำที่หยาบคาย และมีความหมายเชิงดูถูก เหยียดหยาม. ตามรายงานของหนังสือพิมพ์อังกฤษ ถ้อยคำอย่างนั้นได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง


ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ของอิสราเอล ตามที่ได้สัมภาษณ์นายทหารยิว ที่เคยเป็นพลยิงปืนใหญ่ ยิงไปยังสำนักงานขององค์การสหประชาชาติ ที่เมืองกอนา ประเทศเลาบานอนเมื่อวันที่ 18 เมษายน1996. โดยในครั้งนั้น มีชาวอาหรับ 109 คน เสียชีวิตโดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 55 คน

ภายหลังอิสราเอลได้ออกมาแถลงว่าเป็นความผิดพลาด แต่จากการสืบสวนขององค์การสหประชาชาติ ก็ได้ออกมายืนยันภายหลังว่าไม่ไช่ความผิดพลาดหากแต่เป็นเจตนาของอิสราเอล

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้มีสุภาพสตรีชาวยิวคนหนึ่ง ซึ่งมีสัญชาติอเมริกาที่ชื่อ อีวา สเติร์น สตรีคนนี้ได้รับการ สนับสนุนจากนายโนอัม โชมสกี้ นักปราชญาและนักวิเคราะห์การเมืองชาวสหรัฐซึ่งก็เป็นคน ยิวเช่นเดียวกัน

นางเสติร์น ได้นำรูปภาพของทหารยิวที่ยืนอยู่หน้ารถถังของตนเองแถบพรหมแดนเลบานอน นางกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของนางที่จะต้องบอกเล่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางกล่าวว่า ถ้าประชาชนชาวเยอรมัน ตกเป็นจำเลยทางสังคมในฐานะที่เงียบเฉยต่อการสังหารหมู่ชาวยิวเมื่อคราวที่นาซี ครองประเทศ เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าอย่างนั้นวันนี้ประชาชนชาวยิวก็มีความ ผิดอีกเช่นเดียวกัน ที่นิ่งเฉยต่อพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้นที่เมืองกอนา

รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์อังกฤษที่กล่าวถึงกรณีดังกล่าวได้เขียนปิดท้ายว่า "เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของนางอีวา สเตร์น สื่อมวลชนสหรัฐทำไมถึงเงียบเฉย"

รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์อเมริกาเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ได้ฉายให้เห็นถึงภาพของชาวยิวจากเมืองต่างๆ เตรียมพร้อมเข้ามายังกรุงวอชิงตันเพื่อมาร่วมเดินขบวนสนับสนุนการดำเนินการของนายเอเรียน ชารอน ที่สั่งกองทัพเข้าถล่มปาเสไตน์จากภาพเราก็ได้เห็นว่าเหล่าวัยรุ่นชาวยิวในใบหน้าที่ยิ้มแย้มเดินชูธงอิสราเอล เพื่อสนับสนุน ปฎิบัติการของนายเอเรียน ชารอน

ถามว่า ในฐานะของชาวยิวเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือที่ทหารของตนเองไล่ต้อนประชาชน ประมาณ 4,000 คน ที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ แล้วไล่กราดยิงอย่างไม่เลือกหน้า ?

แน่นอนชาวยิวไม่ได้คิดอย่างนั้นทั้งหมด อย่างเช่นนายมิเชล โวล์ค ชาวยิวอเมริกา ที่เข้ารับอิสลาม และ ภายหลังก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับฟัรฎูฮัจย์ (The Hadj)


ก่อนหน้านั้น ท่านผู้นี้ได้เล่าเกี่ยวกับที่ตนเองได้ไปละหมาดในมัสยิดแห่งหนึ่งที่ประเทศมอรอคโค มีอยู่ตอนหนึ่งว่า "ธงสีเขียวที่โบกสะบัดเหนือยอดโดมมัสยิด เพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกให้คนหูหนวกได้รู้ว่า บัดนี้ถึงเวลาละหมาดแล้ว... ผมต้องการความสงบ และบัดนี้ ผมได้เข้าถึงความสงบและดื่มด่ำกับความรักอันไร้ขีดจำกัดที่แสวงหาแล้วภายใต้อาคารนี้ พร้อมๆ กับผู้คนที่ผมไม่รู้จักหน้าค้าตามาก่อน

นายโวลค์ ได้เขียนถึงประสบการณ์ของนายมัลคอมม์ เอกซ์ ผู้นำชนผิวดำชาวอเมริกาที่ได้เดินทางไป ทำฮัจย์ ในปี 1964 ว่า "ตลอดระยะเวลา 11 วัน ที่ผมอยู่ในแผ่นดินอิสลาม ผมรับประทานอาหารในจาน เดียวกัน, ดื่มน้ำในแก้วเดียวกัน,นอนบนเสื่อผืนเดียวกัน พร้อมกับประกอบพิธีกรรมต่อพระเจ้าองค์เดียว กัน...เป็นความรู้สึกเดียวกัน (แม้จะต่างที่มา ต่างในภูมิหลัง) ที่ยากจะลืมเลือน..."

โวลค์ ได้พบกับนายฟูอาด ชาวปาเลสไตน์ ทั้งคู่ได้พูดคุยกัน ดังเนื้อหาบางตอนต่อไปนี้

โวลค์ : อิสลามกับ PLO เป็นอย่างไร อะไรคือบทบาทของศาสนาต่อการเคลื่อนใหวของชาว ปาเลสไตน์ ฟูอาด : PLO ไม่ไช่มัสยิด แต่ PLO เป็นจิตวิญญาณของชาวปาเลสไตน์ ศาสนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เรื่องของเรื่องก็คือว่า PLO เป็นเลือดเนื้อและแผ่นดินของชาวปาเลสไตน์ ในฐานะผู้ถูกกดขี่

มีชาวยิวอีกคนหนึ่งทีเข้ารับอิสลาม ดั่งเดิมเป็นชาวออสเตรีย ลุงของคนผู้เป็นผู้สอนศาสนายิว ชาวยิวคนนั้นหลังจากเข้ารับอิสลามก็ใช้ชื่อว่า มูฮำหมัด อาซาด และเขียนหนังสือชื่อ My discovery of Islam

เขาเข้ารับอิสลามในปี 1926 และเข้าไปใช้ชีวิตในประเทศสาอุดี อารเบีย เป็นเวลา 6 ปี และสามารถ เข้าพบกับกษัตริย์มาลิกอัลไฟศอล ได้ และภายหลังก็ได้ไปพบกับซัยค์ มูฮำหมัด อิกบาล นักกวีคน สำคัญของโลกอิสลาม ที่ประเทศอินเดีย นายมูฮำหมัด อาซาด ก็ได้เขียนจดหมายถึงพ่อของเขาเกี่ยว กับการที่เขาเข้ารับอิสลาม แต่พ่อของเขาก็ไม่ได้ตอบกลับมาเลย แม้ว่าเขาจะเขียนส่งไปซ้ำอีก

นายมูฮำหมัด อาซาด ได้กล่าวว่า ความคิดของชาวตะวันตกคิดแต่เรื่องที่จะใส่ไคล้และดูถูกดูแคลนศาสนา อิสลาม ท่านได้ยกคำพูดของนาย เฟาซ อุรบัน ในปี 1095 เพื่อปลุกระดมชาวคริสเตียนเพื่อเข้ามารุกราน "ประชาชาติผู้เลวร้าย" ผู้เข้ามาเหยียบบัยตุลมักดิส.

และชื่อของศาสนามูฮำหมัด ซอล ฯ ผู้ซึ่งเป็นศาสดาที่สอนให้เคารพและนับถือศาสดาองค์อื่น ๆ ด้วย ถูกเปลี่ยนชื่อ เป็น "Mahoud" และชื่อนี้นี่แหละที่ภายหลังนายซัลมาน รุสดี ได้นำมาเขียนลงในนิยาย เรื่อง ซาตานิค เวอร์เซซ.

นายมูฮำหมัด อาซาด ได้เขียนถึงความรักของท่านต่อเมืองมาดีนะห์ "ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย ที่เมือง ๆ หนึ่ง ถูกบ่มเพาะด้วยความรู้สึกแห่งรักและความผูกพันที่รัดรึงแน่นหนาต่อบุรุษ ผู้ซึ่งได้จากไปแล้วนับพันปี..."

จากเรื่องของนายมูฮำหมัด อาซาด ก็มาถึงเรื่องการไปเยี่ยมที่เมืองบูคอรอ และเมืองทัซเคนท์ ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของลัทธิคอมมิวนิสต์ "ตำรวจลับยืนจดบันทึกรายชื่อทุกคนที่เข้าไปในมัสยิด ในขณะที่อัลกุรอานจำนวนมากได้ถูกนำไปทำลาย และกลุ่มวัยรุ่นเบซอซนิกิ (ไม่เชื่อในพระเจ้า) ได้นำหัวหมูโยนทิ้งไปในมัสยิด"
แต่ก็อย่างที่เรารับทราบกันว่าคอมมิวนิสต์ล้มสลายลงหลังจากมีอำนาจปกครองแผ่นดินนี้เพียง 74 ปี

ในขณะที่ศาสนาอิสลามกำลังถูกย่ำยีการเคลื่อนไหวต่างๆ ถูกจับตามอง แต่มีรายงานชิ้นหนึ่งอ้างว่า ใน อเมริกามีสถานีโทรทัศน์ จำนวน 35 สถานีที่ครอบครองโดยองค์กรต่างๆ ของชาวคริสเตียน

นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์คนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า บิลลี่ กราแฮม ได้กล่าวว่า " ในการบรรยายพิเศษแต่ละครั้ง ก็จะถูกถ่ายทอดกระจายไปถึง 300 สถานี ทั่วสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ ด้วยช่องทางการสื่อสารทางนี้ทางเดียวผมสามารถเผยแพร่ศาสนาต่อมนุษย์นับล้านคน มากยิ่งกว่าการเผยแพร่ของเจซัซ ไครซ์ ตลอดชั่วอายุ"

นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์อีกคนหนึ่งที่ชื่อ จิมมี่ สแวกการ์ท ซึ่งมีความชำนาญในการเล่นเปียโนและร้อง เพลงในการบรรยายผ่านสถานีโทรทัศน์ครั้งหนึ่งมีผู้ถามว่า ทำไมชาวยิวจึงดูถูกอิสลาม

สแวกการ์ท ได้ตอบว่า "จริงๆ แล้วชาวยิวไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้นเลย. แต่แล้วในช่วงท้ายของการบรรยายของเขากลับจบลงไปว่า โบสถ์ของชาวยิวถูกทำลายลงในสมัยกีตาบเตารัตและอินญีล นั้นก็ เพราะว่า "ชาวยิวนั้นคือผู้หลงทาง"

(บันทึกจากแฟ้ม)

Friday, April 21, 2006

ผู้หญิงกับประจำเดือน

หากพบว่าตนเองมีอาการอยู่ในกลุ่มใด ก็บำบัดให้ถูกต้องจะได้ไม่ต้องทรมานกันทุกๆ เดือน
*น่าสนใจมาก! ถ้าใคร มีแฟนควรจะ printไปให้แฟนศึกษาบ้างก็ดี เพื่อว่าคุณผู้ชายทั้งหลายจะได้เข้าใจผู้หญิงมากขึ้นแต่มีข้อแม้ว่าถ้ารู้จักกับอาการของมันแล้ว ก็ควรระงับอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้เอาไว้บ้างเพราะยังไงๆ ก็ต้องรักษาสัมพันธภาพและชีวิตคู่ให้ยืนนานตลอดไป......

รู้ไว้ใช่ว่ากับอาการขณะมีรอบเดือนเมื่อใกล้มีรอบเดือน ผู้หญิง 80% ทั่วโลกมักเกิดความไม่สบายทางร่างกายและจิตใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMS หรือ Premenstrural Syndrome หลายคนต้องสูญเสียสัมพันธภาพกับคนรักบางคนตัดสินใจด้านธุรกิจผิดพลาดไปในช่วงนี้ อาการไม่สบายขณะมีรอบเดือนพบได้หลากหลายกว่า 150 ชนิด แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่

1.เจ้าน้ำตา ลักษณะอาการ : หดหู่ ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ ตัดสินใจอะไรยากขึ้น สับสนและหลงลืมบ่อยๆ นอนไม่พอ เหนื่อยง่าย รู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนวิธีบำบัด : ดูแลโภชนาการให้ดี บริโภคอาหารไขมันต่ำให้มาก เพราะเกลือและไขมันที่สูงจะไปเพิ่มระดับเอสโตรเจน ทำใหเกิดอาการเช่นนี้ หาเวลางีบเมื่อรู้สึกเหนื่อย ทำสมาธิหรือเล่นโยคะแร่ธาตุที่จำเป็นช่วงนี้ : สังกะสี จะช่วยลดอาการเศร้า หดหู่ได้

2.ขี้โมโห ลักษณะอาการ : หมดความอดกลั้นจนระเบิดอารมณ์บ่อย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แปรปรวนจนตามไม่ทัน วิตกกังวล กว่าปกติที่เคยเป็น หุนหัน ทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดบ่อยๆ รู้สึกสูญเสียโดยไม่มีสาเหตุวิธีบำบัด : บริโภคอาหารมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น อาการนี้เกิดขึ้นเพราะขาดน้ำตาลในเลือด ทำให้หงุดหงิดง่าย การออกกำลังเช่นเดินหรือปั่นจักรยานจะช่วยให้ร่างกายปล่อยเอ็นเดอร์ฟินทำให้อารมณ์ดีขึ้น ควรบริโภควิตามินบี6

3.ท้องอืด ลักษณะอาการ : รู้สึกว่าเต้านมบวมและนุ่มกว่าเดิม เหมือนเนื้อเหลว เช่นเดียวกับหน้าท้อง น้ำหนักขึ้น มือเท้าบวมจนสังเกตได้ มีอาการบวมน้ำตามส่วนต่างๆ ของร่างกายวิธีบำบัด : ลดการบริโภคเกลือลง ออกกำลังให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและขับน้ำส่วนเกินและตึงขึ้น เช่นเดียวกับวิตามินบี 6 และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ที่ช่วยแก้ปัญหาหน้าอก นุ่มเหลวได้ หากมีอาการท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย ควรงดกาแฟและแอลกอฮอล์ ก่อนมีรอบเดือนไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์

4.ไม่มีแรง ลักษณะอาการ : มีปัญหาเกี่ยวกับผิวช่วงที่มีรอบเดือน เช่น สิวฝ้า ปวดศรีษะ และหลัง ไม่มีแรง ใจสั่น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร่างกายเจ็บปวดบ่อยโดยไม่มี สาเหตุ ขาดความกระตือรือร้นทางเพศวิธีบำบัด : การที่ผิวมีปัญหา ร่างกายเจ็บปวดหรือเป็นตะคริว เกิดจากการ ผันแปรของฮอร์โมนเพศ ดังนั้นควรงดอาหารหวานจัด แอลกอฮอล์ บุหรี่ และ สารกระตุ้นทุกชนิด ควรเดินออกกำลังวันละ30นาที บริโภควิตามินเอ เพื่อช่วย รักษาสภาพผิว หรือ น้ำมันอีฟนิ่งพรีมโรส ซึ่งมีกรดแกมมาไลโนเลอิกที่ช่วย รักษาสมดุลฮอร์โมน

5.หิวบ่อยๆ ลักษณะอาการ : อยากอาหารหวานจัด เช่น เค้ก หรือช็อคโกแล็ต อาหารเค็ม เช่น พิซซา หรือพวกถั่วอบเกลือ รับประทาน มากกว่าปกติ มีอาการเวียนศีรษะบ่อย วิธีบำบัด : เกิดจากการที่สารเซโรโทนินลดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงก่อนมีรอบเดือน ทำให้ต้องการคาร์โบไฮเดรตมากกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายใช้ของหวานไปเพิ่มสารนี้ ควรควบคุมโภชนาการให้ถูกต้องและหากิจกรรมอื่นทำบ้าง จะได้ไม่คิดถึงเรื่องกินตลอดเวลา หรือรับประทานผลไม้แทนบางคนอาจมีอาการมากกว่า 1 กลุ่ม ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกตินัก

Tuesday, April 11, 2006

ความรักเหมือนน้ำเปล่า


ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ถึงไม่มีรสชาติแต่ก็ขาดไม่ได้
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า บางครั้งเราก็ต้องการมากแต่บางครั้งมันก็น่าเบื่อ
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า มันทำให้เรารู้สึกสดชื่นและมีกำลังใจจะทำอะไรต่อ
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า มันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มันมีอิทธิพลต่อชีวิตเรามาก
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า น้อยไปก็กระหาย มากไปก็เอียน
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ยิ่งห่างเหินมันนานเท่าไร ยิ่งกระหายมันมากเท่านั้น

ใครจะ "ขัดขวาง" ความรัก คงจะไม่สำเร็จอย่างที่คิด
ใครจะ "ตัดใจ" จากความรัก คงจะทำไม่ได้เช่นกัน
หรือใครที่คิดจะ "ลืม" ความรักล่ะก็ ไม่มีทาง เหมือนกับน้ำเปล่า

คุณลืมน้ำเปล่าได้หรือ ?
และอย่าเข้าใจว่า ความรักคือน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมซ่าๆ มันจะเป็นเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น

ถ้ามันเป็นรักแท้ ต่อให้เป็นน้ำเปล่า ก็มีคุณประโยชน์เทียบเท่าน้ำหวาน หรือน้ำอัดลม
ถึงมันจะไร้น้ำตาลซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพลัง
แต่น้ำเปล่า มันแทบไม่มีผลเสียเลย มันรักษาคุณค่าเอาไว้ได้ดีกว่าน้ำใดๆ

น้ำเปล่า เจอกับเกลือ มันก็ละลายเกลือ
เหมือนกับรักแท้ คนที่รักคุณจริงๆ เมื่อคุณเจอกับความทุกข์
เขาก็จะพยายามรับความทุกข์จากคุณไว้ให้มากที่สุด

แล้ววันนี้คุณล่ะ ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำหวานอยู่

Monday, April 10, 2006

ความเด็ดเดียวของมุสลีมะห์อังกฤษ

ศาลสูงอังกฤษ ได้กลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น โดยให้โรงเรียนแห่งหนึ่งที่เมืองลูตัน ชนะคดี จากที่นักศึกษามุสลีมะห์คนหนึ่งฟ้องร้อง เนื่องจากถูกจำกัดสิทธิในการคลุมฮิญาบ

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าทาง Denbigh High School ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลูตัน มีความผิดที่สั่งห้ามไม่ให้นักศึกษาหญิงมุสลิมสวมชุดแบบมุสลีมะห์

นักศึกษามุสลีมะห์ดังกล่าวมีชื่อว่า นางสาวซาบีนา เบกัม (รูปข้างบน) ได้เรียกร้องสิทธิในการคลุมฮิญาบ หรือสวมชุดยาวแบบฉบับหญิงมุสลิม
แต่ล่าสุด ศาลสูงอังกฤษ ได้กลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น โดยพิพากษาว่า การห้ามคลุมฮิญาบของโรงเรียนดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว “ทางโรงเรียนได้พยายามอย่างที่สุดแล้วในการออกระเบียบด้านการแต่งกาย โดยเคารพทางความเชื่อและหลักการในศาสนาอิสลาม”

ส่วนหนึ่งของคำพิพากษายังระบุอีกว่า ทางโรงเรียนได้สร้างทางเลือกไว้ให้แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ชี้ให้เห็นถึงการกดขี่ และการเลือกปฏิบัติ การที่นางสาวซาบีนา เบกัม เลือกเข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งมีระเบียบด้านการแต่งกายที่ชัดเจนแล้ว และมีโรงเรียนอื่นอีก 3 โรงที่ตั้งอยู่ในเมืองลูตันที่อนุญาติให้คลุมฮิญาบได้
หลังจากได้ฟังคำพิพากษาดังกล่าว นางสาวซาบีนา เบกัม ได้กล่าวว่า “ถึงจะรู้สึกเสียใจ และเศร้าใจ ต่อคำตัดสินเช่นนี้ แต่ก็โล่งอกที่ได้พยายามกับเรื่องนี้อย่างดีที่สุดแล้ว”

เธอย้ำว่า “ดิฉันเป็นวัยรุ่น ซึ่งก็คงจะมีวัยรุ่นเพียงไม่กี่คน ที่พร้อมจะท้าทายกับระบบเช่นนี้ จากนี้ไปก็คงต้องปรึกษากับทนายความ ถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นร้องเรียนต่อศาลในสหภาพยุโรป” (ที่มา : BBC)

ฮิญาบของนักจัดรายการทีวีเดนมาร์ก

ถือเป็นครั้งแรกที่โทรทัศน์เดนมาร์ก ได้ปรากฏภาพนักจัดรายการหญิงมุสลิมในชุดฮิญาบอย่างดี. เธอคนนั้นมีชื่อว่า นางสาวอัสมาอ อับดุลฮามิด อายุ 23 ปี เธอปรากฎตัวพร้อมกับนักข่าวเดนมาร์กอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่านายอาดัม โฮเลม อายุ 36 ปี ทั้งสองร่วมจัดรายการ ในรายการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางสังคมในประเทศเดนมาร์ก

อัสมา ได้ให้สัมภาษณ์ ต่อกรณีการได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดรายการโทรทัศน์ว่า “ทางสถานีโทรทัศน์ ได้แจ้งให้มาสมัครเป็นพิธีกร โดยมีผู้มาสมัครด้วยกัน 4 คน โดยที่ดิฉันเป็นคนเดียวเท่านั้นที่คลุมฮิญาบ”

เธอกล่าวปฏิเสธเมื่อมีผู้ถามว่า การที่เธอได้รับเลือกนั้นก็เพราะว่า ทางเดนมาร์กต้องการกู้ภาพลักษณ์ในวงการมุสลิม หลังจากที่สื่อเดนมาร์กถูกโจมตีอย่างหนัก จากการนำเสนอภาพล้อเลียนศาสดามูฮำหมัด

เธอบอกว่า “ดิฉันมั่นใจในความสามารถ และเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้ฉันได้รับเลือก ฉันสามารถใช้ภาษาเดนมาร์กได้อย่างดี ฉันจึงไม่คิดว่าที่ฉันได้รับเลือก เพราะการคลุมฮิญาบ”

เธอย้ำอีกว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือได้ว่าเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญของสถานีโทรทัศน์เดนมาร์ก และในขณะเดียวกันหญิงมุสลิมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหวั่นเกรง หรือรู้สึกละอายใจใด ๆ ในการนำฮิญาบออกสู่สาธารณชนในวงกว้าง และการจะเป็นคนที่มีเกียรติในสังคมเช่นนี้ ไม่จำเป็นเลยที่เธอต้องละทิ้งฮิญาบไป”
เธอเห็นว่า การที่เธอได้รับเลือกและมีโอกาสเช่นนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นการรับภาระในสังคมมุสลิมอีกส่วนหนึ่ง เธอเปรียบตนเองเป็นเสมือนทูต ที่เป็นตัวแทนของหญิงมุสลิม ที่จะต้องนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีงาม ไม่ไช่แค่เฉพาะในหน้าจอเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงชีวิตในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน และหน้าที่ทางสังคม

เธอบอกว่า ตัวเธอได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากมุสลิมส่วนใหญ่ในประเทศเดนมาร์ก แม้จะมีส่วนเล็กๆ ที่แสดงความไม่เห็นด้วย กับการออกสู่หน้าจอทีวีของเธอ “ฉันหวังว่ามุสลิมที่นี่ จะเป็นส่วนสำคัญสำหรับในทุก ๆ วงการในสังคมเดนมาร์ก”

อัสมา จบการศึกษาระดับปริญญาโท และเป็นหนึ่งในผู้ที่ออกรณรงค์ต่อต้านการตีพิมพ์ภาพล้อเลียนศาสดามูฮำหมัดของหนังสือพิมพ์ Jyllands Posten (อ่านว่าจูแลนด์ โปสเตน) อย่างแข็งขัน.

สองสาววัยรุ่นกับทางนำของพระองค์



ณ ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแห่งนิวยอร์ค เวลาประมาณ 5 โมงเย็น ของวันที่ 13 มีนาคม 2549

ก็เป็นปกติหากไม่มีกิจกรรมอะไร ช่วงเวลาเย็นเช่นนี้ ในศูนย ฯ แห่งนี้ก็เงียบเหงาไป หลังจากที่เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก็กลับบ้านกันหมดแล้ว มีเพียงแต่ผม และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยังคงอยู่

ในขณะที่ผมกำลังจัดแจงสัมภาระของตนเอง เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังสำนักงานของทูตอินโดนีเซีย ประจำ สหประชาชาติ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เข้ามาในห้องทำงานของผม และบอกว่ามีเด็กสาววัยรุ่นสองคน เข้ามาในศูนย์ฯ และมีเรื่องที่จะขอคุยด้วย ผมก็บอกให้ไปนั่งรอในห้องรับแขก
เมื่อผมออกไปพบเธอทั้งสองคน เธอก็แนะนำตัว โดยบอกว่าเป็นพี่น้องกัน คนโตชื่อเลดี้ โรดริเควส อายุ 20 ปี ส่วนน้องสาวมีชื่อว่า โซลลี่ (เธอบอกว่าชื่อนี้มาจากคำว่าโซล) อายุ 17 ปี ทั้งสองบอกว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่

ผมบอกให้ทั้งสองนั่งลง และทำใจให้สบาย และก็เป็นเช่นปกติ หากมีใครที่แปลกหน้าเข้ามา ผมก็จะถามพวกเขาว่ารู้จักศูนย์วัฒนธรรมอิสลามนี้ได้อย่างไร ? เคยรู้จักอิสลามมาบ้างไหม ? หนังสืออะไรบ้างที่เกี่ยวกับอิสลามที่เคยอ่านมา ?
คำตอบที่ผมได้รับจากเธอทั้งสอง ทำเอาผมตกใจไม่น้อยเลย เมื่อเธอบอกว่ารู้จักอิสลามผ่านทางอินเตอร์เนต และเธอยังบอกอีกว่าเคยอ่านอัลกุรอานมาแล้วทางอินเตอร์เนตด้วย

เธอบอกกับผมว่า อยากรู้อิสลามให้มากขึ้นกว่านี้ ผมจึงได้บอกถึงหลักศรัทธา (รูกนอีหม่าน) ในขณะที่ผมกำลังบอกถึงหลักการอิสลามก็สังเกตุเห็นว่าคนพี่ (เลดี้) ตาแดงขึ้นทุกขณะ และบางครั้งบางคราวก็มีน้ำตาไหลออกมา ผมจึงถามว่าทำไมจึงร้องให้ เธอก็ตอบมาในทันทีทันใดว่า “I feel happy" ผมจึงถามต่อไปว่า "Why?" เธอตอบว่า : "Because I have what I am looking for, my God.".

ในขณะที่น้องสาวเธอแค่ยิ้มและผงกหัวบ้างเป็นครั้งคราว

ผมได้อธิบายต่อถึงหลักการอิสลาม (รูกนอิสลาม) การทำอีบาดะห์ และพูดถึงหลักการในศาสนาอื่นๆ ด้วย ผมได้ย้ำให้เธอได้เข้าใจถึงหลักการอิสลามที่จะต้องครอบคลุมถึงวิถีชีวิตของผู้ศรัทธาทุกคน อิสลามไม่แยกแยะระหว่างเรื่องทางโลกกับเรื่องทางธรรม ทั้งสองส่วนนี้จะต้องสอดประสานเข้าด้วยกันสำหรับทุกจังหวะก้าวของชีวิต

ผมได้บอกถึงข้อห้ามทางศาสนา ที่มุสลิมทุกคนจะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่นห้ามกินหมู ห้ามดื่มของมึนเมาทุกชนิด ห้ามการพนัน ห้ามมีสัมพันธ์นอกสมรส ในขณะเดียวกันผมก็ได้บอกถึงหลักการอิสลามที่ได้เน้นย้ำให้เหล่าชนผู้ศรัทธาทุกคนจะต้องผูกสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อแม่ และญาติพี่น้องทุก ๆ คน

แทบไม่รู้ตัวว่า ผมได้คุยเรื่องศาสนากับเธอเป็นเวลานับชั่วโมง ก่อนจบการพูดคุย ผมจึงถามเธอว่า มีอะไรที่อยากจะถามเกี่ยวกับอิสลามอีกบ้างไหม เธอส่ายหัว แต่ก็ทำท่าจะไม่ยอมจบการสนทนา ผมจึงได้บอกเป็นการทิ้งท้ายกับเธอว่า "Thank you for coming. Hopefully your have learned something about Islam" และบอกอีกว่า : "I will give you some reading materials. Read them carefully, and if you feel that Islam is the right way for you, come back again."

และแล้วผมก็ตกใจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคนพี่ (เลดี้) มีน้ำตาไหลเป็นทางยาวอาบสองแก้ม แล้วเธอก็พูดว่า “I am ready” ผมสะดุ้ง และก็ไม่น่าเชื่อว่าวัยรุ่นอายุเพียงแค่นี้ และรู้จักอิสลามผ่านทางอินเตอร์เนตที่เต็มไปด้วยเรื่องที่ทำให้ต้องเข้าใจผิด.

ผมถามเธอว่า ถ้าพ่อแม่ของเธอทราบเรื่องที่เธอจะเข้ารับอิสลามทั้งสองจะว่าอย่างไร เธอก็ตอบว่า "My mom knows and she respect my decision."

เมื่อเธอทำท่าจริงจังอย่างนั้น ผมก็เรียกหามุสลิมะห์ที่อยู่ใกล้กันนั้น เพื่อให้มาสอนเธอในการเอาน้ำละหมาด ตั้งใจว่าจะให้เธอกล่าวซะฮาดะห์ในช่วงมักริบ
หลังจากเอาน้ำละหมาดเสร็จ ผมก็ต้องตกใจอีกซ้ำสอง เมื่อได้รู้ว่าน้องสาวของเธอ (โซลลี่) ก็ได้เอาน้ำละหมาดด้วย และก็พูดแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการเข้ารับอิสลามตามพี่สาว

หลังจากอาซานมักริบจบสิ้นไป ด้วยการสรรเสริญถึงความยิ่งใหญ่ของอัลเลาะห์ ผมก็ได้เห็นหญิงสาววัยรุ่นทั้งสองคน กล่าวซะห์ฮาดะห์ “อัซฮะดูอัลลาอีลาฮาอิลลัลเลาะห์ วาอัซฮะดูอันนามูฮัมมาดุรรอซูลุลเลาะห์” โดยมีญามาอะห์ของมัสยิดแห่งศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแห่งนิวยอร์ค อีกนับร้อยคนร่วมรับรู้ และต่างก็กล่าวว่าอัลเลาะห์ฮูอักบัร อัลเลาะห์ผู้ยิ่งใหญ่ อัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียวที่จะนำฮิดายะห์สู่ใครๆ

ชั่วเวลาไม่นาน อิกอมะห์เพื่อลุกขึ้นมาละหมาดมักริบก็ดังกังวานไปทั่วบริเวณมัสยิด. ทั้งสองสาว เลดี้ และ โซลลี่ ก็ร่วมกันลุกขึ้นมาละหมาดครั้งแรกของชีวิตการเป็นมุสลีมะห์…

ผมได้ดุอาอ และหลายคนคงได้ร่วมดุอาอ สำหรับเธอ เพื่อให้มีอีหม่านที่เข้มแข็ง และได้ร่วมกันเห็นใครต่อใครอีกหลายคนร่วมกันก้าวเดินสู่ทางที่เที่ยงตรง ทางที่พระองค์ทรงยอมรับ…

*** คำว่า "ผม" ในที่นี้หมายถึง นายซัมซี อาลี อีหม่ามประจำมัสยิดของศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแห่งนิวยอร์ค***

Friday, March 17, 2006

เขาผู้ยิ่งใหญ่ เพราะมีเธอผู้เข้มแข็ง

ในขณะที่นายโธมัส วิลเลอร์ ซึ่งเป็น CEO Massachusetts Mutual life Insurance Company พร้อมกับภรรยาของเขา กำลังขับรถอยู่บนทางหลวงระหว่างรัฐอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น โดยลืมสังเกตุว่าน้ำมันรถใกล้จะหมดแล้ว มารู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าที่จะขับรถไปในเส้นทางนี้เพื่อไปเติมน้ำมันยังปั้มข้างหน้าแน่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเลี้ยวรถออกจากเส้นทางนั้น เข้าสู่ถนนในชนบท โดยคาดว่าจะได้เจอกับปั้มน้ำมันที่อยู่ใกล้กว่า และก็เป็นไปดั่งคาด เมื่อเขาเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนถนนที่ขรุขระ เขาได้เจอกับปั้มน้ำมันที่เก่าๆ และทรุดโทรมมากแล้ว มีพนักงานอยู่แค่คนเดียว

ในขณะที่พนักงานของปั้มกำลังใส่น้ำมันให้กับรถของเขา เขาก็ออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกรถ แต่เมื่อกลับมาขึ้นรถอีกทีเขาก็รู้สึกแปลกใจ ที่เห็นภรรยาของเขา และพนักงานในปั้มน้ำมันกำลังคุยกันอย่างสนิทสนม เหมือนกับว่าได้รู้จักกันมาเป็นแรมปี

และในขณะที่เขากำลังจะขับรถออกจากปั้ม เขาก็ได้ยินภรรยาเขาพูดกับพนักงานคนนั้นว่า โชคดีเหลือเกินที่ได้เจอกัน พร้อมทั้งโบกมืออำลากัน อย่างกับว่าเป็นคู่ซี้ที่สนิทชิดเชื้อกันมากเหลือเกิน เขาจึงถามภรรยาของเขาว่า รู้จักกับเด็กปั้มคนนั้นหรือ ? ภรรยาเขาตอบว่า รู้จักมานานแล้ว เรียนมัธยมมาด้วยกัน และเคยเป็นแฟนกันด้วย.

ได้ยินดังนั้น สามีก็พูดว่า "โอ้ที่รัก โชคดีนะที่เธอได้มาแต่งงานกับฉัน ได้เป็นภรรยาของผู้บริหารบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้ว เธอก็จะเป็นแค่ภรรยาของเด็กปั้มโทรมๆ คนนั้น "

แต่ภรรยาเขาก็สวนกลับทันทีว่า "คิดผิดแล้วค่ะ คุณต่างหากที่โชคดี ที่ได้แต่งงานกับฉัน เพราะหากฉันแต่งงานกับเขา เขาต่างหากที่จะได้เป็นผู้บริหารบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่คุณก็อาจจะเป็นได้เพียงแค่เด็กปั้มโทรมๆ เช่นนั้น" (The Best Of Bits & Pieces, 1 จาก 71 เรื่อง ในหนังสือ Chicken Soup for The Couple's Soul)

จากเรื่องเล่าข้างต้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า มีคนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ และเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีแรงผลักดันสำคัญจากหญิงผู้เป็นภรรยา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชายเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ต้องล้มเหลว สิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยเหตุเพราะผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วย

การแต่งงาน ถือเป็นการหลอมรวมคนสองคนให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะเป็นพลังอันสำคัญที่จะขับดันทั้งสองชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ ทั้งเขาและเธอก็คือบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทั้งสองได้คาดหวัง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานา และก็ต้องใช้เวลาที่นาน บนเส้นทางนั้นทั้งสองจะต้องพร้อมเผชิญหน้ากับขวากหนามที่คอยทิ่มแทงให้ต้องเจ็บปวด ทั้งคลื่นลมที่แปรปรวน ทั้งพายุร้ายที่ซัดสาด ให้นาวาชีวิตต้องพังทลาย หรือหันเหจากเส้นทางที่ได้วางไว้
นาวาชีวิตที่ทั้งเขาและเธอได้ร่วมกันก่อร่างสร้างขึ้นมา ภายใต้ความรักที่มั่นคง ที่ผูกมัดเขาทั้งสองเสมือนหนึ่งเกลียวเชือกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและรัดรึงอย่างแน่นหนา ร่วมกันก้าวย่างไปข้างหน้าจวบกาลนานนับสิบหรือนับร้อยปี จวบจนอาญัลมาถึง

สำหรับครอบครัวมุสลิมเราจะต้องร่วมกันซูโกรต่ออัลเลาะห์ ที่ได้ประทานหัวใจให้กับเรา ให้น้อมรับต่อทางนำของพระองค์ ได้ประทานคู่คิดที่มีจิตใจคงมั่นในแนวทางเดียวกัน กอลบูมุอมินที่ซึมซับหลักธรรมของพระเจ้า อันเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขสันต์ ความรัก และความเอื้ออาทร (สากีนะห์,มูฮับบะห์ & เราะห์มะห์) ที่จะอยู่คู่กับจิตใจของเขาและเธอตลอดไป
ความรัก ความไว้วางใจกัน ความอดทน ความเสียสละ และอื่น ๆ จะเป็นเสาหลัก ที่จะสร้างความแข็งแรง และมั่นคงให้กับนาวาชีวิต เพราะฉะนั้น จงเชื่อเถิดว่า ทุกอย่างที่เราได้ครอบครองมา ความสำเร็จทุกประการที่มีมา และความภาคภูมิใจทุกอย่างที่เราได้รับมา หาไช่เป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของเราเองไม่ หากแต่เป็นเพราะแรงผลักดันสำคัญที่เกิดขึ้นภายในบ้าน จากที่ที่เรานอน จากโต๊ะที่เรารับประทานอาหาร จากสภาพต่างๆ ในรอบข้างที่คอยเกื้อหนุนให้เราเดินหน้าต่อไปกับภาระกิจที่เราตั้งใจให้ก้าวไปสู่จุดที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เท่าที่เราต้องการ.

มาดแม้นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้น ก่อนการแต่งงาน เราก็ควรซูโกรต่ออัลเลาะห์ ที่ในวันนี้ พระองค์ได้ประทานหัวใจอีกดวงหนึ่งที่มาเคียงคู่กับเรา อย่ามองว่าเขามาเพื่อที่จะพึ่งพาหรือมารับส่วนแบ่งในความสำเร็จ เพราะนั้นเป็นลักษณะของคนบาคิล คนหยิ่งผยอง แต่ให้มองว่าเขาคือความรัก เขาคือคนที่ทำให้เรามองโลกได้รอบด้านขึ้น เขาทำให้เราได้สำนึกในตัวตนตลอดเวลา ทำให้เราไม่ลืมตัวเอง อันอาจจะทำให้เราก้าวพลาด และล้มลงไปในหุบเหวแห่งความหายนะในที่สุด

ถึงแม้นว่าจะมีบางคู่ที่ต้องอยู่กับความขัดสน ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานบางประการ เราก็ต้องซูโกรต่ออัลเลาะห์ ที่ได้ประทานสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่อาจประเมินเป็นค่าราคาได้เลย นั้นคือหัวใจที่จงรักภักดีของเขา ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างกับเรา แม้ว่าจะอยู่ในท่ามกลางความอ่อนด้อย และขาดแคลนในหลายๆ ประการ แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่เคียงข้างกับเราด้วยจิตใจที่เข้มแข็งไม่หวั่นไหวต่อสิ่งท้าทายที่มีอยู่รอบข้าง ยิ่งเราต้องประสบกับความยุ่งยากในชีวิตมากขึ้นเพียงใด เขาก็จะเข้ามาใกล้ชิดแนบนิดกับเรามากขึ้นเท่านั้น. จงอย่าได้คิด แม้แค่ซักนิดเลยว่า ที่เราเป็นอย่างนี้ ก็เพราะแต่งงานกับเขา.

ท่านเคยรู้สึกเสียใจกับการแต่งงานของท่านไหม ? แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ขมขื่นใจอย่างยิ่งที่จะยอมรับกับสภาพความไม่ปกติสุขในครอบครัว ครอบครัวขาดความรัก และความเอื้ออาทรต่อกัน ความรักที่เคยมีเป็นแต่เพียงแค่ฉากมายาสั้น ๆ ที่ขาดผึงลงไปแล้ว คำมั่นสัญญาเป็นแต่เพียงคำพูดที่ลอยลม และหายไปกับสายลมไปแล้ว แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ???? โอ้พี่น้องของฉัน เชื่อไหมว่าเบื้องหลังของความทุกข์ระทม อาจจะมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รอเราอยู่ เบื้องหลังความเจ็บปวดและรวดร้าว อาจจะมีฮิกมะห์สำคัญที่เราคาดคิดไม่ถึงที่จะเป็นของเรา มีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ถูกทดสอบความดีงามของเขา ด้วยความทุกข์ยากต่าง ๆ นานา แต่เมื่อเขาได้ผ่านการทดสอบแล้ว เขาก็คือบุคคลผู้ใกล้ชิดกับพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง.

อัลเลาะห์ผู้ทรงยิ่งในความรัก ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ความเจ็บปวดที่มีในวันนี้ อาจจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า. ความอดทนเป็นส่วนหนึ่งของอีหม่าน. วัลเลาะฮูอะลัม บิศศอวาบ.

ก้าวสู่ความเป็นจริงแห่งสังคมในอุดมคติ

ในขณะที่สังคมเรากำลังคลั่งไคล้ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ถูกยกระดับเป็นเสมือนปัจจัยที่ 5 ของชีวิต. การศึกษาเรื่อง IT ถูกถือเป็นความสำเร็จสำคัญของคนในสังคมเรา. แต่ในขณะเดียวกันสังคมตะวันตกกลับคิดกันในเรื่อง “โลกยุคหลัง IT”

มีหนังสืออย่างน้อยอยู่ 2 เล่ม ที่เขียนโดยนักอนาคตวิทยาชาวตะวันตก ซึ่งเป็นผลมาจากการทำการศึกษาสังคมยุคหลังเทคโนโลยี่สารสนเทศ เล่มหนึ่งมีชื่อว่า High Tech High Touch ที่เขียนโดยนักอนาคตวิทยาผู้มีชื่อเสียงคือนายจอร์น ไนชบิทท์ และอีกเล่มหนึ่ง ก็เขียนโดยนักอนาคตวิทยาชาวเดนมาร์ก ชื่อรอฟท์ เจนเซ่น ในชื่อ The Dream Society ท่านผู้นี้มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ The Copenhagen Institute for Future Studies และเป็นสมาชิกของ “World Future Society”

สิ่งที่น่าสนใจที่ปรากฏชัดจากหนังสือทั้งสองเล่มก็คือ ปัจจุบันนี้โลกตะวันตกกำลังอยู่ในภาวะเคว้งคว้างในด้านจิตใจ ซึ่งก็คงเป็นผลมาจากการพัฒนาในด้านวัตถุอย่างขนานใหญ่ การเชิดชูกันในเรื่องของเงินตราเหนือกว่าคุณค่าด้านจิตใจ ทุกๆ กิจกรรมในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กิจกรรมทางสังคมประจำวัน จะถูกผูกโยงกับเรื่องทางวัตถุไปเสียทั้งหมด. แนวคิดเซคคูลาร์ และวัตถุนิยม อันเป็นเสาหลักของการพัฒนาโลกตะวันตกมาตั้งแต่ยุคฟื้นฟูวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งก็ได้สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ดังที่เราได้รับรู้กัน.

แต่หลักคิดที่มุ่งเฉพาะด้านวัตถุดังที่กล่าวมา ก็เป็นที่ชัดเจนว่าไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงหรือฟิตเราะห์ของมนุษย์ที่อัลเลาะห์ได้สร้างมาที่มีองค์ประกอบทั้งทางด้านจิตใจ (รูฮียะห์) และ ร่างกาย (ญิสมานียะห์) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าชีวิตมนุษย์จำเป็นที่จะต้องมีความสอดคล้องกันกับทั้งสองส่วน จะมุ่งเน้นเฉพาะแต่ในด้านใดด้านหนึ่งนั้นย่อมมิได้.

สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกตอนนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Materially sound, spiritually vacuum” แต่วิสัยของมนุษย์ผู้ชอบแสวงหา ย่อมไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกเขาจะแสวงหาสิ่งใด ๆ เพื่อเสริมเข้าไปในส่วนที่ขาดหายไปสำหรับชีวิตตนเอง ด้วยเหตุนี้ ไนชบิทท์ จึงเห็นว่าสังคมอเมริกาเริ่มที่จะเข้าหาศาสนา หลังจากที่พวกเขาได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ในหนังสือ High Tech, High Touch ไนชบิทท์ ได้เขียนว่า “America is in the midst of a religious revival. We are seeking and welcoming a religious or spiritual context in nearly all aspects of our lives – on television and film , in the workplace, in hospitals, in books, in advertisements, on campuses, in mega churches”

พลังของศาสนา
ทัศนะของไนชบิทท์ ดังที่กล่าวมา อาจจะเป็นที่กังขาสำหรับบางท่านที่กำลังคลั้งใคล้กับวัฒนธรรมตะวันตก และสำหรับผู้ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่คือทุกอย่างสำหรับชีวิต โดยคิดว่าการที่เราจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เชิดหน้าชูตา และสร้างความยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับประเทศตะวันตก ก็ต้องด้วยการทำตัวให้เหมือนกับตะวันตก วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างไร เราก็ต้องให้เป็นเหมือนกับเขา เขากินอย่างไร เราก็ต้องกินอย่างนั้น...

ผู้เขียนคิดว่าไม่ผิดหรอก หากเราจะเลียนแบบตะวันตกบ้างในงานพัฒนาและงานวิชาการ แต่เราจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า เราเองก็มีสิ่งดีๆ มากมาย ในวัฒนธรรม ในทุนทางสังคม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรามีศาสนา ที่คอยขัดเกลาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และสร้างความเจริญทางสังคมมากมาย เรารับของเขามา เพื่อเป็นแรงเสริมสำหรับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ไช่ว่ารับวิทยาการจากเขา โดยที่ต้องทิ้งสิ่งที่มีค่าของเราเองไป.

ที่เราหวั่นวิตกอย่างยิ่งก็คือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จากตะวันตก เกิดขึ้นมาโดยการคิด และการสร้าง เมื่อเราตามเขาไป เราก็ต้องคิดในเรื่องของการสร้างเช่นเดียวกัน ไม่ไช่การตามอย่างหลับหูหลับตา โดยลืมความคิดที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาบ้าง การตามที่เป็นอยู่ของเราส่วนใหญ่ ก็มักจะตามในสิ่งที่สนองอารมณ์ ไม่ไช่สนองเพื่องานพัฒนาแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดสิ่งโสโครกทางสังคมมากมายดังที่เป็นอยู่ เรารู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งกับอาการเจ็บป่วยทางสังคมที่เกิดขึ้น
งานรับน้องใหม่ในบางสถาบันการศึกษาดังที่เป็นภาพออกมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเละเทะทางสังคม ไม่ละเว้น แม้แต่ในสถาบันการศึกษาชื่อดังของประเทศ (ที่เป็นภาพออกมาก็ขนาดนั้น แล้วที่ทำกันอย่างลับๆล่ะจะขนาดใหน ?) ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่า งานรับน้องแบบนั้นเคยมีในประเทศอื่น แต่ตอนนี้ประเทศอื่นๆ เขายกเลิกหมดแล้ว แล้วทำไมเรายังคงทำอยู่ ?
ความอ่อนแอทางสังคมที่เป็นอยู่ก็เป็นผลกระทบโดยตรง จากการพัฒนาเฉพาะส่วนโดยละเลยการให้คุณค่าทางด้านจิตใจ ซึ่งผลสุดท้ายชีวิตของคนๆ หนึ่งก็ต้องเคว้งคว้างหาหลักยึดอะไรไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ สุดท้ายแล้วตะวันตกก็ต้องเข้าหาศาสนา เพื่อเป็นยาใจในการบำบัดอาการเจ็บป่วยทางสังคม สิ่งนี้เราจะพบได้ในหนังสือ The Dream Society ที่เขียนโดย นายรอล์ฟ เจนเซ่น ...

“ความคิดเรื่อง “Dream Society” อันจะเป็นสิ่งที่มาทดแทน “Information Society” จะเกิดขึ้นก็ภายใต้ความคิดที่ว่า แนวคิดที่เอาแต่เรื่องวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เริ่มจะลดความเชื่อถือลงทุกขณะสำหรับโลกอนาคต. มีหลักฐานหนึ่งที่เป็นการยืนยันอย่างดีเลยก็คือ ความสำเร็จของเครือข่ายอินเตอร์เนต อันเป็นเสมือนผลิตภัณฑ์หนึ่งจาก “Information Society”. ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1996 นิตยสารไทม์ ใช้ Search Engine ของ Alta vista ก็ได้พบว่า Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ มี 46,000 เนื้อหาอ้างอิง แต่พอค้นหา "พระเจ้า" กลับมีอยู่สูงถึง 410,000 เนื้อหาอ้างอิง และคำว่า "Jesus" มี 146,000 เนื้อหาอ้างอิง. อินเตอร์เนตถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญของมนุษย์ในการค้นหา และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องทางจิตใจกันได้ทั่วโลก โดยไม่มีกำแพงแห่งภูมิศาสตร์เข้ามาขวางกั้น. ดังนั้น “Dream Society” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้. บางทีในศตวรรษที่ 21 นี้ อาจจะเป็นศตวรรษแห่งการพัฒนาจิตใจ ฟื้นฟูเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องเกี่ยวกับศาสนา หลังจากที่ศตวรรษที่ผ่านมาโลกได้ก้าวหน้าอย่างยิ่งยวดในเรื่องทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่."

สรุปแล้ว การพัฒนาต่างๆ จะต้องมีความสมดุลกันในระหว่างเรื่องทางวัตถุและเรื่องทางจิตใจ โลกตะวันตกที่ได้พัฒนาความเจริญในด้านวัตถุโดยละเลยคุณค่าทางด้านจิตใจ ต้องประสบกับความหายนะทางสังคมที่รุนแรง และสุดท้ายพวกเขาก็เริ่มที่จะเข้าหาศาสนา. จากทัศนะของ 2 นักอนาคตวิทยาดังที่กล่าวมา ก็สามารถยืนยันกับเราได้ว่าเรื่องทางศาสนาจะเป็นเรื่องหลักสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับการตื่นตัวและเข้าใจในความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา. ข้าพเจ้าจึงขอเน้นปิดท้ายว่าเรื่องทางศาสนาจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้พี่น้องผองเพื่อนเราได้ตระหนักควบคู่กับการศึกษา,เรียนรู้ และพัฒนาในด้านอื่นๆ. ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ โดยอาศัยข้อมูลจากการเขียนโดยไม่มีอคติใดๆ งานเขียนที่มุ่งเน้นในการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เราก็จะเห็นว่าอิสลามได้สร้างความเจริญให้กับโลกนี้อย่างเหลือคณานับ เป็นความเจริญที่ควบคู่กับศีลธรรมอันดีงาม เพียงแต่บางช่วงเวลาผู้นำมุสลิมเองไม่ปฎิบัตตามหลักการศาสนา มัวหลงระเริงกับวัตถุ มุ่งแต่แสวงหาอำนาจ มัวเมาในกิเลศตัญหา สุดท้ายเขาก็ต้องรับบาลาจากอัลเลาะห์.

จึงน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เหล่าชนผู้ศรัทธาทั้งหลาย จะได้เข้าหาศาสนาอย่างจริงจัง ปฎิบัติตามหลักศาสนาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ (ไม่ไช่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง) เพราะตะวันตกเริ่มตระหนักในความผิดพลาดของตนเองแล้ว บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วสำหรับชาวตะวันออกอย่างเราในการทำอะไรๆ เป็นแบบอย่างบ้างในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม.

Thursday, March 16, 2006

แสงสว่างกลางใจ ชนผิวขาวในอังกฤษ

นายโจนาธาน เบิร์ท ลูกชายของ ลอร์ด เบิร์ท และเอมม่า คลาร์ค ซึ่งเป็นหลานสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเฮอร์เบอร์ท อัสควิท ทั้งสองคนนี้ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชาวอังกฤษผิวขาวและถือเป็นชนชั้นสูง จากจำนวน 14,000 กว่าคน ที่ได้แสดงตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ตัวเลขข้างต้น ถือเป็นผลมาจากการการทำการสำรวจ ที่ไม่ค่อยจะถูกนำออกมาเปิดเผยมากนัก

การสำรวจจำนวนมุสลิมใหม่ในอังกฤษ ดำเนินการโดยนิตยสารซันเดย์ไทม์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ซันเดย์ไทม์ ยังระบุอีกว่า ชนชั้นสูงในอังกฤษจำนวนไม่น้อย ที่ได้หันกลับเข้ามาสู่หลักการอิสลาม หลังจากที่พวกเขาได้แสดงความเสียใจ และเศร้าใจกับสิ่งที่เป็นไปของวัฒนธรรมตะวันตก

จากการสำรวจครั้งล่าสุดที่นายยะห์ยา (มีนามเดิมว่าโจนาธาน) เบิร์ท ซึ่งเป็นลูกชายของลอร์ด เบิร์ท อดีตผู้อำนวยการ BBC เขาได้สำรวจถึงความตื่นตัวในการเข้าหาอิสลาม โดยมีการเจาะลึกถึงภูมิหลังของแต่ละคนด้วย

ผลจากการสำรวจของเขา ก็ได้ตัวเลขออกมาว่า .ในยุคปัจจุบันนี้มีคนผิวขาวในอังกฤษจำนวน กว่า 14,200 คน ได้เข้ารับอิสลามแล้ว
ในส่วนของเขาเอง เขาก็เปิดเผยว่า เหตุที่เข้ารับอิสลาม ก็เริ่มต้นมาจาก การได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของนายมัลคอม เอกซ์

เขาบอกว่า “เหตุการณ์เช่นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลังการเข้ารับอิสลามของนายมัลคอม เอกซ์ ในครั้งนั้น ก็กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับคนผิวขาวในอังกฤษ เช่นเดียวกัน”
นายยะห์ยา (โจนาธาน) เป็นหนึ่งในมุสลิมใหม่ ที่มีการศึกษาที่ดีมาก เขาจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด และทำวิทยานิพนธ์ ที่เกี่ยวกับชีวิตเยาวชนมุสลิมในอังกฤษ

เขาให้เหตุผลที่ทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว่า “ภาพลักษณ์ของอิสลามในทางการเมืองถือว่าย่ำแย่มาก”

สำหรับเหตุผลที่เขาเข้ารับอิสลามนั้น เขาเปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้ใช้เวลาใคร่ครวญมาอย่างยาวนาน ผมคิดว่าหลักคำสอนของอิสลามนั้นสมบูรณ์ มีความสอดคล้องกับชีวิตจริงของมนุษย์ การพัฒนาในด้านจิตใจของชาวมุสลิมถือได้ว่าน่าสนใจมาก สุดท้ายผมจึงตัดสินใจเข้ารับอิสลาม”

ทางด้านเอมม่า คลาร์ค ซึ่งเป็นมุสลิมใหม่อีกคนหนึ่ง เธอเป็นหลานสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายอัลเบิร์ต อัสควิท ผู้มีส่วนผลักดันให้อังกฤษเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 เธอกล่าวว่า “เราทุกคนก็เสมือนหนึ่งเป็นดังเกลียวเชือก ที่รัดรึงระหว่างกัน เราจึงไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหมือนฤดูกาล ที่รอเวลาเพื่อการผัดเปลี่ยน”

ซันเดย์ไทม์ ระบุว่า เอมม่า คลาร์ค เป็นสถาปนิก ที่มีความช่ำชองในการออกแบบและการจัดสวน เธอมีผลงานในการออกแบบสวนในสถาปัตยกรรมแบบอิสลามให้กับ Prince of Wales, Highgrove, ที่ Gloucestershire และในเวลานี้ เธอก็รับผิดชอบในการออกแบบสวนให้กับมัสยิดที่วอร์กิ้ง ซูรเรย์

ท่านสามารถอ่านเรื่องราวของเขาเหล่านั้นได้ ที่
- Number of converts to Islam increasing in Britain http://www.sharif.org.uk/thousands.htm
- Allah Came Knocking at My Door http://www.sharif.org.uk/maqsood.htm
- The New Face of Islam http://www.sharif.org.uk/compton.htm

Wednesday, March 15, 2006

โศกนาฎกรรมทางการพัฒนา

การพัฒนาเป็นเรื่องของคนทั้งโลก ไม่ไช่เรื่องของชนใดชนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเราทุกคนต้องให้ความสำคัญกับมัน การที่เราจะพัฒนาสังคม เราจะต้องเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 3 ประการด้วยกัน คือ

ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ใครเชื่องช้าจะถูกทอดทิ้ง ศาสตร์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา กำลังมีการเปลี่ยนแปลงทุกขณะ เราจะต้องตามให้ทัน

โลกกำลังเผชิญกับระบบการแข่งขัน เกิดการแข่งขันอย่างมากในสังคมโลก จากเดิมระหว่างระบบนายทุนกับระบบคอมมิวนิสต์ เป็นการเผชิญหน้ากันทางความคิด ความเชื่อ ตลอดจนกลเกมการเมืองต่างๆ ที่สลับซับซ้อนจากเดิมมาก. การแข่งขันเกิดขึ้นในทุกระดับชั้นตั้งแต่ระดับบุคคลกับบุคคล จนถึงระดับประเทศกับประเทศ
โลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่ละเอียดสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน เรากำลังแก้ปัญหาหนึ่ง แล้วต้องพบกับอีกปัญหาหนี่งเกิดขึ้นมาแทรก แก้ปัญหานี้แล้วก็มีปัญหาอื่นขึ้นมาอีก

ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น จะต้องนำมาร่วมกันแก้ สังคมเราถูกทอดทิ้ง โง่ ยากจน ในสังคมระบบทุนนิยม ทุกคนมองวัตถุเป็นเรื่องใหญ่ อยากจะมีบ้านใหญ่ รถใหญ่ ความสะดวกสบายต่างๆ จึงเกิดมีโศกนาฎกรรมทางการพัฒนา เพราะมนุษย์ขาดมนุษยธรรม คุณค่าของมนุษย์ปัจจุบันได้ขาดหายไปจากโลก ปัจจุบันความแตกแยกทางสังคม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะถือเรื่องวัตถุเป็นใหญ่ แม้แต่ในสถาบันครอบครัวก็เกิดอาการดังกล่าวด้วยเหมือนกัน แม่บ้านออกไปทำงานนอกบ้าน ความรัก การให้เกียรติแก่กันลดน้อยลง คุณค่าของขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมถูกทอดทิ้ง ในสังคมมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเจริญ อาทิเช่น
ความตกต่ำทางศีลธรรม วัยรุ่นมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน การแต่งตัวแปลก ฯลฯ
ปัญหายาเสพติด
ปัญหาโรคเอดส์
ฯลฯ

ความหมายของการพัฒนา การพัฒนามีความหมาย 4 ประการด้วยกัน
1. กระบวนการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2. มนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาในสภาพที่ดีงาม ดังนั้นเราจะต้องพยายามพัฒนามนุษย์ที่ดีงามนี้ ให้มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสังคมที่เขาอาศัยอยู่. มีนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป เขียนในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า แม้มนุษย์ที่ฉลาดที่สุด ก็ใช้พลังและศักยภาพของสมองแค่ 5 % เท่านั้น แสดงว่ามนุษย์เราทุ่มเทการคิดค้น การวิเคราะห์ วิจัยต่าง ๆ น้อยมาก อย่างไรก็ตามก็มีหมู่ชนที่ใช้สติปัญญา สมอง ในการคิดค้นมากกว่าเรา
3. การพัฒนา จะต้องพัฒนาทั้ง ระดับบุคคล และระดับสังคมไปพร้อม ๆ กัน จะทำส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วละทิ้งอีกส่วนไม่ได้
4. การพัฒนาบุคคลจะต้องครอบคลุม และประสานกัน องค์ประกอบของมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด จะแยกกันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเราก็คือ วัด/มัสยิดก็ไว้เป็นที่เฉพาะพิธีกรรม นอกวัด/มัสยิดก็เป็นเรื่องทางโลก ไม่มีการประสานให้เป็นกิจกรรมเดียวกันของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องประสานให้เป็นเรื่องเดียวกันให้ได้

การพัฒนาทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน ไม่ต้องไปคอยใคร ผู้ที่จะพัฒนาจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง มีหลักการสำคัญ นั้นคือเรามีฐานะเป็นมือบน จะต้องช่วยเหลือมือล่าง ในสังคมเรา เราสามารถแบ่งระดับคนออกเป็น 4 ระดับคือ
สองพวกเเรก เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีฐานะดีกว่าจะต้องช่วยเหลือ
สองพวกหลัง จะต้องเชิญชวนเขามาช่วยสังคมบ้างตามฐานะ
บุคคล 4 จำพวก คือ
ยากจน ไม่มีอะไรกิน หรือมีก็น้อยมาก คือพวกที่ตั้งคำถามต่อตนเองเสมอว่า วันนี้จะมีอะไรให้กิน
ฐานะดีกว่าพวกแรกเล็กน้อย คือพวกที่ตั้งคำถามต่อตนเองว่า วันนี้จะกินอะไรดี
ฐานะดีกว่า 2 พวกแรก จะตั้งคำถามตนเองว่า วันนี้จะกินที่ไหนดี สามารถเลือกของกินและสถานที่ได้
เป็นคนที่รวยแล้วกดขี่ จะตั้งคำถามต่อตนเองว่า วันนี้ฉันจะกินใคร เป็นการบริโภคที่ไม่เลือก ทั้งของดี และไม่ดี ทั้งกดขี่ และคดโกงคนอื่น.

ด้วยความปรารถนาดี
Daud Abd.Rahman
arruhama@yahoo.com

แบบทดสอบสำหรับคุณผู้หญิง

แบบทดสอบนี้สำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ (ผู้ชายอ่านได้) แบบทดสอบนี้จะวัดได้ว่าคุณขาดเสน่ห์หรือบกพร่องตรงไหนหรือไม่ โดยขอให้คุณ อ่านคำถามและเลือกคำตอบที่ตรงกับคุณมากที่สุดว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" จากนั้นขอให้เดินตามคำตอบที่เลือก จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ในตอนท้ายเพื่อนำไปเทียบกับคำเฉลย
1. คุณถ่ายรูปขึ้นหรือเปล่า? * ใช่ (ไปข้อ 2) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 3)
2. เคยมีคนพูดว่า "งานไหนขาดคุณ งานนั้นกร่อย บางหรือไม่"? * ใช่ (ไปข้อ 3) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 6)
3. คุณยกมือบ้ายบายแฟนก่อนแยกกลับบ้านหรือเปล่า? * ใช่ (ไปข้อ 4) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 8)
4. เวลาเดินเคียงไปกับชายที่ถูกใจ รู้สึกอยากจะควงแขนหรือจับมือเขา * ใช่ (ไปข้อ 13) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 12)
5. ใส่ใจต่อท่าไขว่ห้างของตัวเอง * ใช่ (ไปข้อ 6) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 9)
6. แม้ถูกชวนไปนั่งกินข้าวร้านซ่อมซ่อริมข้างทาง คุณก็ไม่รังเกียจ * ใช่ (ไปข้อ 7) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 14)
7. ถ้ามีคนชมว่าคุณร้องเพลงเพราะ คุณจะกล้าร้องต่ออีกเพลงทันที * ใช่ (ไปข้อ 3) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 8)
8. คุณมักจะมองหน้าของฝ่ายตรงข้ามเวลาทำความเคารพด้วย * ใช่ (ไปข้อ 4) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 17)
9. สระผมเป็นประจำทุกเช้าไม่เคยขาด * ใช่ (ไปข้อ 14) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 11)
10. จะต้องกดชักโครกห้องน้ำที่มีคนใช้ก่อนหน้าคุณทุกครั้ง * ใช่ (ไปข้อ15) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 17)
11. เวลาหยิบนิตยสารขึ้นมาอ่าน จะไม่พลาดอ่านหน้าพยากรณ์โชคชะตาราศี * ใช่ (ไปข้อ10) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 15)
12. ถ้าไม่ทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย จะรู้สึกไม่สบายใจ * ใช่ (ไปข้อ 21) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 13)
13. สามารถทำอาหาร ทำความสะอาด ซักเสื้อผ้าได้อย่างสบาย * ใช่ (ไปข้อ 23) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 22)
14. คิดว่าโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง * ใช่ (ไปข้อ 10) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 11)
15. พรมน้ำหอมเวลาออกไปข้างนอกเสมอ * ใช่ (ไปข้อ 19) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 16)
16. วางตุ๊กตาหรือหมอนน่ารักๆไว้เต็มห้อง * ใช่ (ไปข้อ 18) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 19)
17. เคยถูกผู้ชายที่ไม่ชอบตามตื้อ * ใช่ (ไปข้อ 12) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 16)
18. เป็นคนไม่ชอบยอมแพ้คน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม * ใช่ (ดูเฉลย ข้อ 2) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 20)
19. มั่นใจในรูปร่างของตนเองเวลาไม่ใส่เสื้อผ้า * ใช่ (ไปข้อ 18)* ไม่ใช่ (ไปข้อ 20)
20. มักชมเสื้อผ้าหรือกระเป๋าของเพื่อนผู้หญิงบ่อยๆ * ใช่ (ดูเฉลย ข้อ 3) * ไม่ใช่ (ดูเฉลย ข้อ 4)
21. คุณคิดว่ารอบตัวคุณมีคนที่นิสัยไม่ดีปะปนอยู่ด้วย * ใช่ (ไปข้อ 18) * ไม่ใช่ (ไปข้อ 22)
22. ถ้าช่วงเช้าคุณเจอเรื่องไม่สบอารมณ์ จะอารมณ์ค้างไปจนถึงตอนเย็น * ใช่ (ดูเฉลย ข้อ 2) * ไม่ใช่ (ดูเฉลยข้อ 1)
23. ถ้ามีใครบอกถึงเคล็ดลับที่จะทำให้สวยงาม คุณจะไม่รั้งรอที่จะปฏิบัติตามทันที * ใช่ (ดูเฉลย ข้อ 1) * ไม่ใช่ (ดูเฉลย ข้อ 2)

คำเฉลย
1. ระดับความน่ารักของคุณ 100%
เสน่ห์แบบหญิงสาว คุณนั้นเปรียบเสมือนนางเอกผู้อุทิศตัวและเสียสละสิ่งไหนที่คนทั่วไปคิดว่าเบื่อหน่ายแต่คุณจะทุ่มเททั้งพลังใจและพลังกายเพื่อลองทำมันละทิ้งความตั้งใจในการที่จะลองใหม่คราวหน้า เรียกว่ามีทั้งความร่าเริงสดใสและความเข้มแข็งในตัว ทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุข คุณยังมีอีกด้านที่เซ็กส์ซี่ซ่อนอยู่ในตัวด้วยบางครั้งบางคราวทำให้พวกผู้ชายตาค้างด้วยความคาดไม่ถึง นอกจากนี้คุณยังมีความหึงหวงซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจและนอกจากความน่ารักในตัว แล้วคุณยังมีความสามารถในการทำงานอีกด้วยแต่เนื่องจากเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นมากจนเกินไปทำให้คุณ เหนื่อยมาก ต้องหัดอย่าทำอะไรที่มันฝืนใจตนเองด้วย

2.ระดับความน่ารักของคุณ 80%
เสน่ห์แบบเด็กสาว เรื่องที่คุณทำแม้จะมีผิดพลาดมาก แถมยังเป็นคนที่ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรไม่เก่งอีกด้วยแต่ความน่ารักของคุณอยู่ตรงที่การพยายามทำอะไรจริงจังและคุณเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อคนที่รู้จักเรื่องใดๆที่ผู้หญิงทั่วไปตัดใจยอมแพ้แต่คุณยังพยายามทำต่อ คุณเป็นสาวสไตล์ ซื่อไร้เดียงสา บริสุทธิ์และมีความอดทนคล้ายนางเอกละครญี่ปุ่นยุคก่อนนั่นแหละ ชายหนุ่มใดที่อยู่ใกล้ คุณจะรู้สึกสงบและสบายใจเพียงแต่คุณมีความเป็นเด็กในตัวมากเกินไป ทำให้ขาดเสน่ห์แบบหญิงสาวที่เป็นผู้ใหญ่ชอบให้ผู้ชายเป็นที่พึ่งฝ่ายเดียวทำให้บางครั้งฝ่ายชายรู้สึกว่าคุณขาดอะไรบางอย่างไป ข้อเสียอีกข้อหนึ่งของคุณคือเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่หัดมีความคิดของตัว เองซะบ้าง เสน่ห์ของคุณจะขาดไปอย่างน่าเสียดาย

3. ระดับความน่ารักของคุณ 60%
เสน่ห์ที่แสร้งขึ้นคุณเป็นแบบที่หนุ่มๆอยากจะได้เป็นน้องสาวอยู่ด้วยแล้วมีทั้งความสนุกและความน่าเอ็นดูเพียงแต่ว่าในบางครั้งคุณเข้าใจความหมายของคำว่า "น่ารัก" ผิดไปสักหน่อย ลองถามตัวเองดูว่าคุณ เคยทำตัวออดอ้อน เอ๊าะแอ๊ะ ให้ดูน่ารักในสายตาฝ่ายตรงข้ามบ้างหรือไม่ วิธีการพูดจาของคุณถ้าลอง เทียบกับอายุจริงแล้วอาจพบว่าดูไม่สมอายุสักเท่าไหร่ บางคราวคุณเป็นฝ่ายตามตื้อผู้ชายมากเกินไปจนทำ ให้คุณดูน่าหดหู่ในสายตาของคนอื่น แต่กระนั้นก็ตามคุณยังเข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นคือเสน่ห์ของคุณเองอีกที่คุณต้องแก้ไขอย่างรีบด่วนคือเลิกทำตัวน่ารักโดยฝืนธรรมชาติ คุณจะมีเสน่ห์ยิ่งกว่านี้ถ้าเป็นตัวของตัวเอง

4. ระดับความน่ารักของคุณ 40%
เสน่ห์จากความรู้ คุณเป็นสาวมั่นที่ทรงความรู้และเก่งกาจในเรื่องการงานซึ่งเป็นเสน่ห์ประการหนึ่ง ของคุณซึ่งผู้หญิงหลายคนอยากเอาแบบอย่าง เพียงแต่ในสายตาของผู้ชายนั้น แม้เขาจะเห็นว่าคุณมีเสน่ห์แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ มากเนื่องจากคุณมีความเป็นผู้ใหญ่จนเกินไปทำให้ผู้ชายไม่กล้าจีบ นอกจากนั้นยังเข้าใจผิด คิดว่าคุณนั้นเคร่งขรึม ไม่สดใส ซึ่งเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งทำให้คุณไร้ชายเข้ามาใกล้ชิดหรือค่อยๆห่างคุณไป โดยไม่รู้ตัว คุณขาดความน่ารักแบบหญิงสาว ถ้าอยากจะปรับปรุงตัวไม่ให้ไร้คู่แล้วล่ะก็ต้องปลดภาระบนบ่าลงเสียบ้าง ยอมรับความเป็นตัวเองที่เป็นคุณ จะสามารถเพิ่มพูนเสน่ห์ของตนเองได้

รักเรา

วันวาเลนไทน์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอิสลาม และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลยที่มีพวกเราบางคนไปให้ความสำคัญกับวันนั้น

พูดถึงเรื่องของความรัก อิสลามได้สอนให้เรามีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ทุก ๆ คน แต่ความรักในระหว่างเพศนั้น จำเป็นและจะต้องผ่านช่องทางที่ถูกต้องเท่านั้น หลักซารีอะห์ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้แล้วอย่างชัดเจนรักเรา (มุสลิม) จะไม่มีการชักนำไปสู่ความชั่วร้าย หรือสนองกิเลศตัณหาใดๆ

ในอิสลามได้แบ่งความรักออกเป็น 3 ประเภท
1. ความรักของคอลิก (ผู้สร้าง-อัลเลาะห์) ต่อมัคลูก (ผู้ถูกสร้าง-มนุษย์)
2. ความรักของมนุษย์ต่ออัลเลาะห์ (มัคลูก-คอลิก)
3. ความรักของมนุษย์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกันมีหลายอายัตในอัลกุรอาน

และมีหลายตอนในอัลฮาดิษ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ จากซูเราะห์อาลีอิมรอน อายะห์ที่ 103 อัลเลาะห์ได้กล่าว ความว่า “อัลเลาะห์ได้ผูกใจ (รวมเป็นหนึ่งด้วยนิอมัตแห่งอิสลาม) จนพวกเขาเหล่านั้น ด้วยนิอมัติ ของอัลเลาะห์เป็นมุสลิมที่เป็นเครือญาติกัน”

จากอายะห์นี้ (รวมทั้งอายะห์อื่นๆ ) เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า อัลเลาะห์ต้องการให้ เหล่าชนผู้ศรัทธาทั้งหลาย มีความรักและความปรองดองกัน ประหนึ่งเป็นพี่น้องกัน และทรงโกรธกริ้วต่อพฤติกรรมใด ๆ ที่สร้างแตกแยกและความชิงชังกันความรักที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มักจะไม่ยั่งยืน และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมรอบข้าง

แต่ความรักของมุอมินต่ออัลเลาะห์ ทั้งด้วยอีมาน ด้วยความตักวา และด้วยความรักของอัลเลาะห์ต่อบ่าวของพระองค์ นั้น มั่นคงตลอดไป

จากความหมายของอัลกุรอานตอนหนึ่ง “จงกล่าวเถิด (โอ้มูฮัมหมัด) ถ้าเจ้ารักอัลเลาะห์อย่างแท้จริง ก็จงตามเรา แน่นอนที่สุดว่า อัลเลาะห์รักพวกเจ้า และทรงให้อภัยโทษ จากความผิดบาปของเจ้า และ (จงจำไว้) อัลเลาะห์นั้น ทรงยิ่งในการให้อภัย และทรงยิ่งในการรอบรู้” (อาลีอิมรอน : 31)

คุณค่าของความรักนั้นสูงมาก อาบีฮูรัยเราะห์ กล่าวว่า ท่านรูซูลุลเลาะห์ ได้กล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ ที่ชีวิตและจิตในฉันอยู่ในมือของพระองค์ พวกเจ้าจะไม่ได้ลิ้มรสของสวรรค์ เว้นเสียด้วยความศรัทธาและจะไม่มีความศรัทธานอกเสียจาก จะมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์” ท่านรอซูลได้กล่าวอีกว่า “เจ้าชอบใหม่ถ้าฉันจะบอกวิธีการที่เมื่อใครปฏิบัติแล้ว จะสร้างความรักกัน? สิ่งนั้นก็คือ เจ้าจงนำสลามฝากให้กับผู้คนในหมู่พวกเจ้า”

สำหรับมุสลิมมีหลายวิธีการในการสร้างความรักและความปรองดองในระหว่างกัน เช่นการไปเยี่ยมเยียน (ซียาเราะห์) การฝากสลามและละเว้น จากการกระทำใด ๆ ที่จะกระทบความรู้สึกต่อกันและหากเราต้องการให้การพูดถึงความรักของเราให้ดูพิเศษมากขึ้น เราก็อาจจะหาช่วงตอนสำคัญ ๆ สำหรับชีวิต เช่นในวันที่สำเร็จการศึกษา วันที่ได้รับรางวัลสำคัญใด ๆ สำหรับชีวิต วันครบรอบปีของการแต่งงาน ฯลฯ ด้วยการจัดให้ จัดเลี้ยง หรือเยี่ยมเยียน

แต่อย่างไรก็ตาม มุสลิมไม่อาจจะตามรูปแบบการแสดงถึงความรัก ดังเช่นที่สังคมอื่นเป็นอยู่ เช่น การแสดงออกถึงความรักในวันวาเลนไทน์ ซึ่งนอกจากจะผิดหลักการแล้ว ความรักที่ถูกจำกัดเฉพาะเวลา เฉพาะโอกาส เฉพาะสถานที่ นั้น ไม่ได้ให้อะไรกับมนุษย์เลย

14 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ ชาวตะวันตกกำหนดเป็นวันแห่งความรัก ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับเรื่องของนักบุญที่ชื่อว่า วาเลนไทน์ หรือวาเลนติโน ซึ่งถูกกษัตริย์ Cloudius 2 จับขังคุกจนเสียชีวิต เพราะละเมิดคำสั่ง ชาวคริสต์ จึงกำหนดให้วันนี้เป็นวันแห่งความรัก เพื่อเป็นการระลึกถึงนักบุญคนดังกล่าว

ในอิสลามไม่จำกัด เป็นการเฉพาะว่า ความรักจะเกิด จะมี หรือจะแสดงได้เฉพาะในวัน ใด ๆ แต่อิสลามให้เรามีความรัก ต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน ในทุกช่วงเวลา และความรักในอิสสลามจะต้องไม่นำไปสู่พฤติกรรมล่อแหลมในทางเพศ หรือความเสื่อมเสียทางศีลธรรมใด ๆ

เพราะนั้นไม่ใช่ความรักหากแต่เป็นเรื่อง มุงกัร เป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าละอายอย่างยิ่งเราต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิดแบบตะวันตก ที่มุ่งแต่กอบโกยความสุขเหนือศีลธรรมและจรรยาการนักพบปะ มอบดอกไม้ และออกไปไหนต่อไหนกันสองคน เหมือนดังที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นส่วนชักนำให้เกิดพฤติกรรมอื่นๆ ตามมา ซึ่งก็จะนำความเสื่อมเสีย และความตกต่ำทางศีลธรรมจนยากจะแก้ไขได้

เราจะต้องกลับหาค่านิยมในแบบอิสลามที่แท้จริง เพราะความรักในอิสลาม นั้น ยั่งยืนและยาวนาน ตลอดเวลา ไม่จำกัดเฉพาะวันใด หรือช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง

ข้อคิดชีวิตสาธารณะ

ข้อคิดและข้อปฎิบัติสำหรับผู้ต้องการเพิ่ม EQ ของตัวเอง :

หัดคิดแต่ด้านบวก ***แล้วจะรู้ว่ามีแต่สิ่งที่เป็นไปได้***
หัดฝัน ***แล้วจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่***
หัดพูดแต่ด้านบวก ***แล้วจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่รักเรา***
หัดยิ้ม ***แล้วจะรู้ว่าเราคือคนที่น่ารัก***
หัดฟาดฟันกับอุปสรรค ***แล้วจะรู้ว่าเราคือคนที่เข้มแข็ง***
ลองทน ***แล้วจะรู้ว่าเรามีความอดทนยิ่งกว่าใคร***
ลองออกกำลังกายทุกวัน ***แล้วจะรู้ว่าเราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง***
ลองคิดเอาชนะ ***แล้วจะรู้ว่าเราสามารถเอาชนะ ตัวเองได้ไม่ยาก***
ลองคิดให้ใหญ่ ***แล้วจะรู้ว่าเรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ***

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมนาของเขาโดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมา ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า "ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง ?

"มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า "ฉันจะให้เงินแบงค์ 1,000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่านแต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้" เขาเริ่มที่จะขยำๆเงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า "ใครจะยังต้องการมันอีก" ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก "ดี" เขาตอบ "แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ" และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก "ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก

"เพื่อนๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่าไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า 1,000 บาทอยู่นั่นเอง เหมือนกับหลายๆครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมันและสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้นหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น

คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ -- อย่าลืมมันตลอดไป!

"อย่านำความผิดหวังของเมื่อวาน ผมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้"

คำสั่งเสียจากพ่อ

โอ้ลูกรัก... การเป็นผู้ให้นาซีฮัต* คนอื่นนั้นทำได้ง่าย แต่สิ่งที่ยากก็คือการเป็นผู้รับนาซีฮัต เพราะนัฟซู* ของคนเรามักจะไปในทางเดียวกันกับสิ่งต้องห้าม โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่ไควคว้าหาวิชาความรู้ ที่กำลังสละเวลาคร่ำเคร่งเพื่อให้ได้วิชามา เพียงเพื่อการยกฐานะและความยิ่งใหญ่ทางดนยา* ของตนเอง เขาคิดว่าความรู้ที่เขาได้มาจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันภยันตรายใดๆ ที่จะมาย่างเข้าหาชีวิตเขา เขาต้องการจะเรียน เขาต้องการจะรู้ แต่เขาไม่เคยคิดที่จะปฏิบัติในสิ่งที่เขาได้เรียน และในสิ่งที่เขาได้รู้.

อิสลามสอนเราว่า เมื่อใดที่เราได้ความรู้ เมื่อนั้นเราก็ต้องมีภาระกิจที่ต้องปฏิบัติ จากวจนะของท่านศาสดา ตอนหนึ่งความว่า "ผู้ที่ต้องรับโทษทัณฑ์หนักที่สุดในวันแห่งการตอบแทนก็คือ ผู้ที่มีความรู้ แต่ความรู้ที่เขามีนั้นไม่ยังประโยชน์ใดๆ"

โอ้ลูกรัก...เจ้าอย่ามีชีวิตอยู่กับความขาดแคลนอามัล และสูญสิ้นความสามารถประกอบภารกิจการงาน จงมั่นใจเถิดว่า ความรู้ที่ไม่มีการปฏิบัตินั้น จะไม่สามารถให้ความสำเร็จใด ๆ กับใครได้ เปรียบเสมือนนักรบที่มีอาวุธประจำกายที่ครบครัน ออกไปโรมรันกับราชสีห์ ที่เข้มแข็งและดุดัน แต่อนิจจาเขาไม่สามารถนำอาวุธออกมาใช้ แน่นอนเขาก็จะถูกราชสีห์ทำลาย. ถามตัวเองเถิดว่า ตัวเราในขณะที่มีความรู้และวิชาการอยู่ไม่น้อย เราได้นำความรู้เหล่านั้นมาปฎิบัติไหม ? ถ้าไม่ ชีวิตดนยาของเจ้าก็จะไร้ประโยชน์ ในขณะที่อาคีเราะห์เจ้าก็จะถูกโทษทัณฑ์จากอัลเลาะห์

โอ้ลูกรัก... บางคืนเจ้าก็ไม่ได้หลับนอน เจ้าคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือ ท่องจำตำรับตำรา อะไรคือแรงดันสำคัญให้เจ้าต้องทำเช่นนั้น ต้องการหาความยิ่งใหญ่ทางโลกหรือ ? ต้องการแข่งขันกับเพื่อนๆ หรือ ? ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็เป็นคนที่โชคร้าย แต่ถ้าเจ้าศึกษาหาความรู้ เพื่อการยกระดับแห่งกาลีมะห์ซาฮาดะห์ เพื่อการฟื้นขึ้นของซารีอะห์อัลเลาะห์ ตลอดจนการสร้างเสริมบุคลิกภาพที่ดี และการสร้างภูมิคุ้มกันจากนัฟซูที่ไม่เคยหยุดนิ่งจากการชักชวนเจ้าสู่ทางที่ชั่วร้าย เจ้าก็จะเป็นคนที่โชคดี

โอ้ลูกรัก... เจ้าจงดำรงชีวิตในแบบที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าก็จงจำว่า ซักวันหนึ่งเจ้าก็ต้องตาย. เจ้าจงรัก ใครก็ได้ที่เจ้าชอบ แต่เจ้าก็ต้องไม่ลืมว่า ซักวันหนึ่ง เจ้าก็ต้องพรากจากกัน. เจ้าจงทำในสิ่งที่เจ้าอยากจะทำ แต่เจ้าก็ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เจ้าจะต้องรับผลจากการกระทำนั้น ๆ.

ปรัชญาแห่งราก


ในโครงสร้างของพืชแล้ว รากถือ ได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ทุกส่วนของต้นไม้จะต้องพึ่งพารากทั้งนั้น ทั้งลำต้น, กิ่งก้านสาขา,ใบ,ดอก และผล. หาใช่เท่านี้ แม้แต่ในช่วงแรกเริ่มที่ต้นไม้ได้เริ่มกำเนิดขึ้นมา ส่วนที่เป็นราก ก็จะเป็นส่วนแรกที่สุดที่ชอนไชออกมาจากส่วนที่เป็นเมล็ด คอยดูดซับอาหารเพื่อหล่อเลี้ยง สร้างความเติบโตของลำต้น และทุกส่วนของต้นไม้.
ถ้ารากของต้นไม้ใดๆ เป็นปกติ ส่วนอื่นๆ ของต้นไม้ก็จะเป็นปกติด้วย และเติบโตตามวิถีทางของต้นไม้แต่ละชนิดได้ ในทางกลับกัน ถ้ารากมีปัญหา ทุกส่วนของต้นไม้ก็จะมีปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นที่รากเพียงจุดเดียว ก็จะเป็นปัญหาทั้งหมดของต้นไม้ และอาจจะหมายถึงต้องล้มตายไปในที่สุด

แท้จริงแล้ว รากคือส่วนที่มีบทบาทสำคัญที่สุด แต่จะมีใครซักคนได้ฉุกคิดบ้างว่า ส่วนสำคัญที่สุด รับภาระมากที่สุด แต่มันก็ซ่อนตัวเองมากที่สุด ต้นไม้ยิ่งโต ส่วนที่เป็นรากก็ยิ่งชอนไชลึกลงไป ลึกลงไปทุกขณะ ไม่ให้ใครได้เห็น. "ราก" ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดๆ จากส่วนอื่นๆ ของต้นไม้ รากไม่เคยริษยา หากแต่ยินดีให้ส่วนอื่นของต้นไม้ได้แสดงตัว สร้างความร่มเย็น สร้างความอบอุ่น และสร้างสีสรรอันสบายตาสบายใจต่อทุกคนที่ได้พบเห็น
นี่คือตัวอย่างที่พระเจ้าได้นำเสนอต่อมวลมนุษย์ให้ได้คิด ได้ไตร่ตรอง ถึงความอิคลาส (บริสุทธิ์ใจ) จากมัคลูก (สิ่งที่ถูกสร้าง) ชนิดหนึ่ง แต่ก็มีมนุษย์เพียงแค่น้อยนิดเหลือเกิน ที่ได้ฉุกคิด และได้นำปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกนี้ เพื่อเป็นบทเรียนสอนใจในการปฎิบัติภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน บางคนก็ใช้หลักการประชาสัมพันธ์ตัวเองนำหน้าการทำงาน บางครั้งก็เกินเลยจากความเป็นจริง บ่อยครั้งที่ทำไปก็เพียงเพื่อแสวงหาซึ่งเกียรติยศและความมีชื่อเสียง หลักการแห่งการต่อสู้และความเสียสละที่องค์ศาสดาได้วางรากฐานไว้ถูกละเลย ทุกอย่างที่ทำไปก็เพียงเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับตนเอง ทั้งๆ ที่พระเจ้าก็ได้ย้ำเตือนต่อเหล่ามนุษย์ผู้ศรัทธา ให้ดู และไตร่ตรองจากมัคลูกทั้งปวง. ต้นไม้เป็นเพียงมัคลูกหนึ่งในหลายๆ มัคลูกเพื่อให้เราได้ศึกษา,ได้เรียนรู้ และได้นำมาเป็นบทเรียน เปรียบประดุจต้นไม้แห่งอีมาน ส่วนที่เป็นรากชอนไชลงสู่พื้นดินลึก ส่วนที่เป็นลำต้นก็ขึ้นสูงไปในอากาศ และให้ผลผลิตที่มีคุณค่าสำหรับทุกๆ คน (ดูอัลกุรอาน ซูเราะห์อิบรอฮีม อายัตที่ 24-25)

สรุป ด้วยรากที่เข้มแข็งและเด็ดเดียวในการทะลุทะล่วงสู่ใต้พื้นดิน เป็นบ่อเกิดแห่ง "ผล" ที่ดี และมีคุณภาพ รากที่ดีย่อมสามารถดูดซับธาตุอาหารที่มีคุณค่า และนำไปแผ่กระจายสู่ทุกส่วนของต้นไม้ สู่กระบวนการสร้างผลผลิต นี่เป็นบทเรียนให้กับเราว่าในทุกๆ ภารกิจที่เราได้กระทำไป มาดแม้นว่าไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจาก "เนียต" ที่อิคลาสแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับ "ผล" ที่ดี ถึงแม้ว่างานนั้นอาจจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ความสำเร็จนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา และอาจจะก่อกำเนิด "ผล" ที่เสียหายในอนาคต
เนียตที่เคลือบแฝงด้วยอารมณ์และนัฟซู จะทำให้อามัลเสีย,จิตใจสกปรก,สร้างความอ่อนแอในทีมงาน และหมดสิทธิได้รับผลบุญและความจำเริญใด ๆ